ข้อความอ้างอิงถึงลายแทงมังมหานรธา

           ข้าพเจ้า มังมหานรธา ผู้ซึ่งกำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว ด้วยความหิวและความเจ็บไข้ ในถ้ำเล็กๆ ทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก ข้าพเจ้าขอให้ชื่อมันว่า "ถันพระอุมา" ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความนี้ขึ้น ณ ปี พุทธศักราช 2120 ด้วยเศษกระดูกของจะงอยปากนก สิ่งที่ข้าพเจ้าใช้เขียน ส่วนหนึ่งของย่ามติดตัวที่ทำด้วยหนัง โดยใช้เลือดของข้าพเจ้าเองแทนหมึก หากทาสของข้าพเจ้ามาพบมัน ขณะที่เขามาตามหาข้าพเจ้า เขาจะได้นำมันกลับไปยังเมาะลำเลิง ขอให้สหายของข้าพเจ้า...(ชื่ออ่านไม่ออก) จงนำเอาเรื่องราวนี้ ขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีผู้ทรงพระปัญญา เพื่อพระองค์จะได้เสร็จยาตราทัพมาตามลายแทงนี้ หากว่ากองทัพของพระองค์ไม่แหลกลาญเสียก่อนในป่าดงขุนเขาอันกว้างใหญ่ กันดาร และลี้ลับไปด้วยสรรพอันตราย และสามารถบุเข้าไปจนถึงดินแดนแห่งความโหดเหี้ยมทารุณ อันเต็มไปด้วยภูตผี และอาคมแห่งมรกตนคร พระองค์ก็จะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ข้าพเจ้าได้เห็นมหาสมบัติขุมเพชร อันเหลือคณาภายในขุมทรัพย์พระอุมานี่แล้ว ด้วยตาของข้าพเจ้าเองปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก่อนกาลมรณะของข้าพเจ้า แต่โดยการทรยศหักหลังของวาชิกา นางแม่มดมหาอุบาทว์ ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถนำออกมาได้ แม้แต่ชีวิตของข้าพเจ้าเอง ขอให้ท่านผู้ที่มาตามทางในลายแทงนี้จงพยายามฝ่าความกันดารของถันพระอุมาทางเบื้องซ้ายจนบรรลุถึงยอดของเต้านมแห่งขุนเขาลูกนี้ ทางด้านเหนือของมันจะเป็นถนนราบเรียบ กว้างใหญ่ ที่พระศิวะได้สร้างไว้ จากนั้นเป็นเวลาสามวันในการเดินทาง ตามถนนสายนั้นก็จะบรรลุถึงมหาปราสาทของพระอุมาเทวี ขอให้เขาจงสังหารแม่มดวาชิกาเสียด้วย เป็นการแก้แค้นให้แก่วิญญาณของข้าพเจ้า...ลาก่อน

*** นัยสำคัญ ***

"แผนที่ของมังมหานรธาฉบับนี้ ไม่ใช่เอกสารทางภูมิศาสตร์อย่างที่คุณเข้าใจ เทือกเขาพระศิวะที่รากำลังมุ่งหน้าไป ไม่เคยปรากฎมีอยู่ในแผนที่ทางภูมิศาสตร์ ใดๆ ในโลกทั้งสิ้น สมมติว่าเราจะเรียกเอกสารโบราณชิ้นนี้ว่าเป็น "แผนที่" คุณ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ผู้ทำแผนที่ฉบับนี้ ทำขึ้นจากสายตาเท่าที่เขามองเห็น ขณะที่ เขาอยู่บนพื้นดิน ไม่ใช่อยู่บนอากาศ เขามองออกไปเห็นภาพหรือกระทบกับความรู้สึก เช่นไร เขาก็เขียนระบุตำแหน่งเป้าหมายนั้นๆ ออกไปตามสายตาเห็น และความรู้สึกที่ได้รับ เมื่อเราจะมุ่งไปตามเส้นทางที่เขาเคยได้ผ่านมาก่อนและเขียนไว้ เราก็ต้องมองให้ เห็นอย่างที่เขาเห็นมาก่อนแล้วนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในแผนที่ฉบับนี้ระบุไว้ ว่า เขาหัวแร้งถ้าเราไม่ผ่านหล่มช้าง หรือไม่ได้ยืนอยู่ที่หล่มช้าง เราจะมองไม่ เห็นภูเขาลูกนี้เป็นรูปหัวแร้งตามที่เขาระบุไว้เลย คุณจะเห็นได้ว่า...ถ้าเรา เดินผิดเส้นทางของเขานิดเดียว เราจะค้นหาเป้าหมายของเขาไม่พบตามที่แผนที่ได้ระบุไว้ นี่เพียงแต่จุดแรกที่ยกตัวอย่างมาให้เห็นเท่านั้น และจุดหมายต่อไปตามลำดับนั้น อีกล่ะ เราจะต้องพยายามค้นหาให้พบเป็นระยะไป ตามที่หมายที่เขาระบุ และนั่นคือการมุ่งไปสู่เป้าที่เราต้องการ ถ้าเราใช้เครื่องบินสำรวจมองลงมา เราจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย และแผนที่ฉบับนี้ก็ใช้การอะไรไม่ได้จนนิดเดียว อีก ประการหนึ่ง สถานที่ในป่าลึก มันเป็นสถานที่ซึ่งไม่สามารถจะสำรวจค้นกันได้โดยทางอากาศ ยกเว้นแต่ว่าแผนที่ทางภูมิศาสตร์จะทำขึ้นไว้ถูกต้องก่อนแล้ว ยิ่งกว่านั้น มันยัง เต็มไปด้วยความลี้ลับอาถรรพณ์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์เกินความคาดหมาย เทือกเขาพระศิวะ นั้น มังมหานรธาได้ทำเป็นลายแทงเส้นทางไว้ให้เพื่อเป็นการเดิน ไม่ใช่ให้เหาะไป เมื่อเราจะมุ่งไปให้ถึง เราก็ต้องเดินไปในลักษณะเดียวกับเขา ยกเว้นแต่ว่าเรา สามารถจะรู้ตำแหน่งแห่งที่ได้แน่อนโดยทางภูมิศาสตร์สากลว่ามันเป็นเทือกเขาเทือกใด แน่นั่นแหละ เราก็ใช้เครื่องบินตัดทางไปได้ แต่นี่ใครจะบอกเราได้ว่า ภูเขาที่ ปรากฎอยู่ในแผนที่ทิวใด คือภูเขาที่มังมหานรธาเรียกว่าเทือกเขาพระศิวะ"
( เชษฐา - จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 บทที่ 67 หน้า 89-90 )

"แนวลำน้ำสาละวินนี่ยังไงล่ะ เราเปรียบเทียบลำน้ำสาละวินในแผนที่สากลฉบับนี้กับที่ปรากฎอยู่ ในลายแทงนี่ ขุนเขาพระศิวะในลายแทงอยู่ทางด้านเหนือของแม่น้ำเฉียงไปทางตะวันออกประมาณ 10 ดีกรี ซึ่งตามแนวทางนี้ มันเป็นเส้นทางที่มุ่งขึ้นด้านเหนือของสหภาพพม่า ถ้าเราขีดเส้นจะพบว่ามันผ่านเขตฉาน เขตว้า เรื่อยขึ้นไปบนประชิดพรมแดนจีนตอนใต้...ยูนาน นี่!"
( ไชยยันต์ - จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 บทที่ 67 หน้า 91 )

"ถูกต้องแล้วครับ ขณะนี้ถ้าเราหันหน้าขึ้นเหนือ เราอยู่ในฝั่งซีกขวาของลำน้ำสาละวิน ลายแทงฉบับนี้ ชี้ขึ้นเหนือสวนต้นน้ำขึ้นไป โดยเบี่ยงไปทางตะวันออกเล็กน้อย แปลว่าเรา จะอยู่ทางซีกขวาของสาละวินโดยตลอด ไม่มีการข้ามแม่น้ำสายนี้เลย และโดยทิศทางนี้เราจะ ผ่านดินแดนไทยใหญ่ ผ่านรัฐว้า ขึ้นไปจนกระทั้งจรดยูนาน หรืออาจจะเลยขึ้นไปอีก สุดแต่ ว่าลายแทงจะนำเราไปถึงไหน แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่ผิดเส้นทางนี้แน่ๆ ตามพื้นที่ของภูมิศาสตร์ และถ้าจะพิจารณากันตามภูมิศาสตร์แล้ว เราจะเห็นได้ว่าบริเวณอันกว้างใหญ่แถบนี้แทบทั้งหมด ล้วนเป็นป่าดิบ ดงดำเต็มไปด้วยขุนเขาอันสลับซับซ้อนโดยที่ยังไม่มีการสำรวจถึง"
( รพินทร์ - จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 บทที่ 67 หน้า 92 )

 ข้อความจากลายแทงของมังมหานรธา

           เมื่อท่านบรรลุถึงหลุมอุกกาบาตที่ 3 หันหน้าเข้าหาทิวเขาอันยาวเหยียดที่ขวางกั้นอยู่ทางทิศเหนือ จะแลเห็นเป็นรูปพญาครุฑการปีกผงาดอยู่ปลายปีกซ้าย ทอดลงสู่ด้านใต้ ปลายปีกขวาทอดไปสู่ด้านเหนือ จะงอยปากจะชี้ไปทางตะวันออกมีลักษณาการประหนึ่งจะไซร้ขนปีก ณ หลุมอุกกาบาต ตำแหน่งที่ท่านยืนพินิจเห็นภาพดังนี้แลจงบ่ายหน้าไปตามปลายจะงอยปากครุฑที่ชี้บอกทางเป็นเส้นตรง มาตรว่าหันหลังกลับมาครั้งใด ยังเห็นสันเขาด้านหลังเป็นรูปพญาครุฑอยู่เช่นนั้น เส้นทางที่ท่านเดินถูกต้องแล้วมาตรว่าสันเขา แปรเปลี่ยนรูปผิดไป จงหาเส้นทางที่ถูกต้องใหม่ เหลียวหลังกลับมาครั้งใดเห็น พญาครุฑ ภายใน 3 วัน ท่านจะบรรลุเนินพระจันทร์ ผิดจากที่กำหนดบ่งรหัสนี้แล้วไซร้ ตลอดทั้งชีวิต ท่านจะไม่มีวันบรรลุถึงได้เลย
( ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 910 )

           "ศิวะเทพผู้ประดับทอดพระเนตรนางผู้นิทราอย่างไม่รู้ตื่น"
( ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 ตอนที่ 171 หน้าที่ 164 )

 

 อ้างถึงข้อความในลายแทงของมังมหานรธา

          (ณ ตำแหน่งเขากองกอย) ทิศทางเดินทาง เบนเบี่ยงมาทางด้านตะวันตก 45 ดีกรีทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเขาที่เห็นเป็นทิวต่ำลงไปเบื้องล่างนั้น 3 ยอดเรียงกัน รู้สึกว่าจะเป็นทุ่งโล่ง มันจะเป็น ทุ่งมรณะ เขตติดต่อกับนรกดำ เป็นอาณาเขตของทุ่งมรณะเดียวกัน แต่เพียงคนละด้านกับที่เรากำหนดไว้ในแผนที่ แนวดำลับๆ คือเขตด้านใกล้กว่าเส้นทางเดิมของมังมหานรธาเสียอีก
(จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 1 )

          (ณ ตำแหน่งสุสานขุนพล) อยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในตอนใต้ลงมาเยื้องไปทางตะวันตกของ เขา ‘เกือกม้า’ (แล้วรพินทร์ก็) วงกลมลงบนบริเวณ พื้นที่ ว่างไม่ได้กำหนดที่หมายใดๆไว้เลย ในแผนที่ฉบับนั้น ซึ่งเป็นด้านตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันออกของตีนเขาทั้งสองด้าน ยืนโอบขนานกันออกมาสัณฐานเหมือนเชิงกรานเตาไฟ หรือมิฉะนั้นก็เกือกม้า โดยมุมที่ทุกคนแลเห็นอยู่บนเนินนี้ เขาเทือกนั้นหันด้านข้างให้ ยังทำให้เห็นรูปลักษณะได้ชัดเจน ที่เป็นอยู่นั้นเป็นเขาเกือกม้าลูกเดียวกันที่ระบุไว้ในแผนที่
(อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 3 )

          (ณ ตำแหน่งสุสานขุนพล) เขาเกือกม้า ระยะห่าง ราวๆ 18-20 กิโลเมตร ตัดป่าหินหย่อมเล็กๆ ไปถึงปลายทิวด้านที่ใกล้ที่สุด .... ถ้าเขาเทือกนั้นเป็นเขาเกือกม้าจริง หันเป็นมุม 20 ดีกรี ทแยงออกไปทิศเหนือ......จะมีแอ่งลักษณะก้นกระทะในวงล้อมของทิวเขารอบด้าน ...... ระบุว่าเป็น ‘ทะเลสาบมรณะ’ ........ ทะเลสาบมรณะ ถ้ามันมีอยู่จริง....เขาเกือกม้าทิวนี้ตรงกับแผนที่ของมังมหานรธา ทะเลสาบแห่งนั้นก็จะอยู่ในมุม 20 ดีกรีตะวันตกเฉียงเหนือของเขาลูกนั้น ซึ่งถ้าเราแน่ใจเช่นนั้นเราอาจใช้หลักคำนวณโดยถือตำแหน่งที่เราอยู่เป็นหลัก ตั้งเข็มไปประมาณ 45 ดีกรีตะวันตกเฉียงเหนือ จะช่วยย่อระยะเวลาเข้าไป
(อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 3 )

           ส่วนลายเส้นที่ทำขยุกขยิกเอาไว้ หมายถึง ภูเขาเตี้ยๆ และป่าหินกั้นขวางอยู่
(อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 3 )

          (‘โอเอซีส...อยู่ตรงไหนในแผนที่ฉบับนี้’ ตรงนี้ระบุว่าไม่มีตำแหน่งโอเอซีสในแผนที่มังมหานรธา ) จอมพรานเอาปากกาหมึกแห้งวนบางๆ ลงไปยังที่หมายอันว่างเปล่าตอนหนึ่งในแผนที่ ทแยงมาเป็นมุมตะวันออกเฉียงเหนือ 30 ดีกรี จากที่หมาย ‘เขาเกือกม้า’ เดินทางได้ประมาณ 70% ของระยะทางจากเขาเกือกม้าถึงทะเลสาบมรณะ
((อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 4 )

           ลักษณะในลายแทงที่วาดเหมือนตัวหนอนสองตัวเอาหัวชนกัน เว้นช่องว่างตรงกลางเล็กน้อย ตำแหน่งนี้ ในลายแทงบอกไว้ว่าเป็นอะไร” ช่องแคบๆ ลักษณะเหมือนหุบ อันเป็นทางเชื่อมในระหว่างแผ่นดินสองฝั่ง โดยมีขุนเขาใหญ่กั้นเป็นทิวอยู่รอบทิศ ในลายแทงระบุตั้งชื่อไว้ว่า “ช่องเขาขาด”
(อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 4 )

           ทะเลสาบมรณะ ทิศเหนือกับทิศตะวันออกติดภูเขาเป็นแนวกั้นล้อมไว้ ในลักษณะครึ่งวงกลมระยะห่างประมาณ 20-25 กิโลเมตร ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีภูเขา แต่เป็นแนวป่าสูงสลับทุ่งบางส่วนเป็นละเมาะและป่าโปร่ง ขอบเขาลิบๆ ด้านเหนือคือปลายทิวด้านทิศใต้ของเทือกเขายาวติดกันเป็นพืด ซึ่งในแผนที่ฉบับนี้เรียกว่า "ทิวปีกครุฑ" เป็นเทือกเขาที่ติดต่อกับเทือกเขาพระศิวะ โดยเทือกเขาที่เห็นนี้จะติดต่อกันไปตามตะวันออกเฉียงเหนือราว 30 ดีกรี ยอดทิวจะทวีความสูงขึ้นไปเป็นลำดับจนกระทั่งถึงระดับใจกลางเทือก ...ตรงนี้....ที่ระบุไว้ว่า "เทือกเขาพระศิวะ" "เนินพระจันทร์" จะอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเทือกพระศิวะ เป้าหมายในแผนที่คือตรงนี้ อ้อมไปทางตะวันออก เลาะตามแนวป่าและทุ่ง โดยอ้อนแนวฝั่งทะเลสาบไป ทิศทางเบนขึ้นเหนือ อย่างช้ากะว่าไม่เกิน 5-6 วันเราจะพบ “ทิวปีกครุฑ”
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 )

           บ่ายหน้าขึ้นเหนือเป้าหมายทิวเขาปีกครุฑ ราวๆ 2-3 ชั่วโมง จะพบแอ่งน้ำเล็กๆ กว้างประมาณ 4 ตารางวา อยู่ในระหว่างหลักก้อนหินโค้งนูนลักษณะเหมือนหลังเต่า 2 ลูก ระดับน้ำลึกประมาณ ไม่เกินหัวเข่า ใสแหนวราวกับตาตั๊กแตน "แอ่งน้ำเล็กๆข้างหน้าเรานี่แหละครับ ในลายแทงระบุไว้ว่า “แอ่งการะเวก” ซึ่งคงหมายถึงว่าเป็นแอ่งน้ำที่นกการะเวกลงกิน”
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 849 )

           แผ่นดินกว้างใหญ่เจ้าของแผนที่เรียกว่า "ทุ่งลมกรด"
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 875)

           เมื่อท่านบรรลุถึงหลุมอุกกาบาตที่ 3 หันหน้าเข้าหาทิวเขาอันยาวเหยียด ที่ขวางกั้นอยู่ทางทิศเหนือ จะแลเห็นเป็นรูปพญาครุฑการปีกผงาดอยู่ปลายปีกซ้าย ทอดลงสู่ด้านใต้ ปลายปีกขวา ทอดไปสู่ด้านเหนือ จะงอยปากจะชี้ไปทางตะวันออกมีลักษณาการประหนึ่งจะไซร้ขนปีก ณ หลุมอุกกาบาต ตำแหน่งที่ท่านยืนพินิจเห็นภาพดังนี้แลจงบ่ายหน้าไปตามปลายจะงอยปากครุฑที่ชี้บอกทางเป็นเส้นตรง มาตรว่าหันหลังกลับมาครั้งใด ยังเห็นสันเขาด้านหลังเป็นรูปพญาครุฑอยู่เช่นนั้น เส้นทางที่ท่านเดินถูกต้องแล้วมาตรว่าสันเขา แปรเปลี่ยนรูปผิดไป จงหาเส้นทางที่ถูกต้องใหม่ เหลียวหลังกลับมาครั้งใดเห็น พญาครุฑ ภายใน 3 วัน ท่านจะบรรลุเนินนพระจันทร์ ผิดจากที่กำหนดบ่งรหัสนี้แล้วไซร้ ตลอดทั้งชีวิต ท่านจะไม่มีวันบรรลุถึงได้เลย
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 910 )

           ในดงหินนั้นจะมีหินสูงใหญ่ เหนือกว่าก้อนหินอื่นใดในละแวกนั้นอยู่ 2 ก้อน ยืนอยู่เคียงคู่ขนานกัน กำหนดไว้ว่า ‘ช่องประตูผา’ ณ ช่องประตูผานั้นให้ถือเป็นจุดเริ่มต้น หันหน้าตั้งทิศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ โดยไม่เบียนเบนออกไปเลย แม้แต่องศาเดียว ถ้าตะวันเริ่มขึ้นตรงประตูผาระยะทางถึงหลุมอุกกาบาตหลุมที่ 1 ก็จะเป็นเวลาตะวันอยู่ตรงศีรษะ”
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 )

           (รพินทร์) "แผนที่ซึ่งเราใช้เป็นเครื่องนำทางฉบับนี้ดูยากมากครับคุณชาย มันไม่ใช่ซึ่งทำไว้ตามหลักภูมิศาสตร์ แต่เป็นในลักษณะลายแทงเสียมากกว่า ผมเองสารภาพว่าหนักใจอยู่เหมือนกัน มีรายละเอียดพิสดารอะไรหลายอย่าง ซึ่งผมยังไม่ได้อธิบายให้คุณชายทราบเกี่ยวกับการชี้บอกเส้นทางของลายแทงของมังมหานรธาฉบับนี้ เพราะเห็นว่าเรายังเดินทางกันไปไม่ถึงตำแหน่งสำคัญนั้นๆ เท่าที่ระบุไว้ ถ้าถึงเมื่อไหร่ก็จะบอกเหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับฤดูกาลและจันทรคติด้วย ถ้าผิดจากวันเวลาตามที่ลายแทงบอกไว้ เราจะหาทางตัดขึ้นเทือกเขาพระศิวะไม่ถูก"
           "ผู้กอง.ตำแหน่งที่คุณกากบาทลงในแผนที่นั้นคืออะไร"
           เท่าที่ดู..รู้สึกว่า เนินเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง กลางพื้นที่ราบโล่ง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยทิวเขาสูงใหญ่รอบด้าน ราวกับกำแพงกั้นไว้เป็นวงกลมเนินเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง ตั้งอยู่บนพื้นราบโล่งโดดเดี่ยวในลายแทงระบุชื่อไว้ว่า เนินพระจันทร์" ส่วนที่เราเห็นเป็นกำแพงสูงใหญ่รอบด้านคือ "ทิวเขาพระศิวะ" เราต้องเดินทางไปให้ถึงเนินลูกนี้ตามวันเวลาดังกล่าว"คือวันที่ 5 ค่ำเดือน 12
((อาถรรพ์นิทรานคร เล่ม 2 )

           ( ณ ตำแหน่งหลุมอุกกาบาตที่ 3) ให้เดินทางบ่ายหน้าขึ้นเหนือ แต่ให้คอยหันกลับไปสังเกต.ถ้าเหลียวกลับมาครั้งใดยังเห็นเขาครุฑลักษณะเดินไม่แปรเปลี่ยน ภายใน 3 วัน จะบรรลุถึงเนินพระจันทร์
(แงซายจอมจักรา เล่ม 1 )

           (ณ ตำแหน่งเนินพระจันทร์) เมื่อไปมองทางตะวันตกเฉียงใต้ มีทิวเขาลูกที่เราเดินลงมาขวางกั้นอยู่อยู่ตลอดหันไปทาง ตะวันออกเฉียงเหนือซีกตรงข้ามขุนเขายอดสูงเป็นสันละฟ้า......ก็คือบริเวณที่แผ่กั้น โอบตัดเข้าไว้ในรัศมีวงกลมเฉพาะด้าน ทางตะวันตกมีภูเขาเล็กๆ แยกตัวออกมาจากทิวใหญ่ตะหากอยู่ลูกหนึ่ง ยืนอยู่โดดเดียวลักษณะสูงชะลูดปลายเรียว จุดหมายตำแหน่งที่ แผนที่บอกไว้ว่า "ศิวะเทพ" ..."ศิวะเทพผู้ประดับทอดพระเนตรนางผู้นิทราอย่างไม่รู้ตื่น"
(แงซายจอมจักรา เล่ม 1 )

           ขณะนี้เราอยู่บริเวณกลางลำตัวของเทือกเขานกอินทรีย์....และนี้คือทะเลสาบที่เจ้าของลายแทงระบุบอกไว้ว่า ‘วังนาคราช’
(ภาค 2 )

           (ณ ตำแหน่งทะเลสาบมรณะ) เราจะมุ่งเหนือไปเรื่อยๆ พื้นภูมิประเทศจะเป็นที่ราบสูง มีระดับสูงจากน้ำทะเลไปตามลำดับ.จะมีทิวเขาใหญ่ 2 ทิว ด้านหนึ่งเลื้อยจากทิศตะวันออก อีกทิวเลื้อยจากด้านเหนือ มุมลาดตัดเข้าซ้อนกันในตำแหน่งมุมเท เราจะตัดเข้ามุมเทของ 2 ทิวนั่นแล้วอ้อมขึ้นเหนือ โดยแผนที่โบราณ.....ระบุชื่อไว้ว่า "ทิวปีกครุฑ" ระยะทางไม่ต่ำกว่า 7-8 วัน แต่ไม่เกิน 10 วัน
(ภาค 2 )

 

รวบรวมโดย  ~ เ จ้ า ถุ ง ~