ข้อความอ้างอิงสถานที่และทิศทางจากหนังสือ
ภาค 1 ตอนไพรมหากาฬ

           นวนิยายเรื่องยาวเรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นของเรื่องที่ บริษัท ไทย ไวล์ด ไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นสถานีกักสัตว์ เพื่อเตรียมส่งออกนอกประเทศที่ใหญ่โตและทันสมัยที่สุด ตั้งอยู่ในเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 15 ไร่ ภายในกำแพงคอนกรีตแข็งแรงกั้นรอบ สถานที่ทำการของบริษัท เป็นอาคารทันสมัยตั้งอยู่ใจกลางบริเวณซึ่งแวดล้อมไปด้วยกรงขังสัตว์ทุกชนิด นับตั้งแต่กรงนกเล็ก ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งพะเนียดช้าง เกือบจะเป็นสวนสัตว์ย่อยๆ ตั้งอยู่ในระหว่างครึ่งทางของอารยธรรมแห่งเมืองหลวง และความเปล่าเปลี่ยวป่าเถื่อนของดงดิบ โดยบริษัท ไทย ไวล์ด ไลฟ์ นี้ มีการกล่าวถึงในทั้ง 2 ภาค (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 ตอนที่ 1)   ของนายอำพล พลากร สถานที่ที่นักผจญภัยชาวกรุงมานั่งรอพรานใหญ่แห่งขุนเขาป่าไม้ในแถบนั้น มรว.เชษฐา วราฤทธิ์ ผู้เป็นหัวหน้าคณะได้มาติดต่อขอให้ รพินทร์ ไพรวัลย์ นำทางออกติดตามคนหายที่ชื่อว่า ชด ประชากร หรือ มรว.อนุชา วราฤทธิ์ นั่นเอง

           เมื่อตกลงรับจ้างนำทางแล้ว คณะเดินทางก็ไปจัดเตรียมความพร้อมที่ หนองน้ำแห้ง หมู่บ้านที่รพินทร์ตั้งเป็นบ้านพักถาวร อยู่ใจกลางดงลึก โดยเมื่อสามปีก่อน รพินทร์มาตั้งบ้านพักถาวรขึ้น คุณอำพล เพิ่งจะตัดทางให้รถจิ๊ปวิ่งเข้ามาได้ ก่อนหน้านั้น ต้องใช้เกวียนบรรทุกสัตว์ออกไป เขาป่าแถบนี่ว่าอันที่จริงแล้วก็เป็นป่ามรณะ พรานถ้าไม่ชำนาญจริงๆ แล้วก็จะไม่กล้าออกเดินอย่างเด็ดขาด แต่ไหนแต่ไรมา ก็มีผมและคนของผมเพียง 7-8 คน เท่านั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ พรานต่างถิ่นแปลกหน้าจะไม่แผ้วพานเข้ามาเลย หรือถ้าจะเข้ามาก็ต้องอาศัยพวกเรา ที่เรียกว่าป่ามรณะก็คือแหล่งน้ำ ป่าบริเวณนี้กันดารน้ำอย่างที่สุด ถ้าไม่ชำนาญรู้ตำแหน่งที่ตั้งของหนองน้ำแห้งแล้ว เดินเจ็ดวันเจ็ดคืนก็ไม่พบน้ำ มีหวังอดน้ำตาย เพราะพวกเดินป่าจะเอาน้ำติดตัวไปด้วยอย่างเก่งที่สุดใช้ได้ไม่เกิน 3 วัน เฉพาะดื่มอย่างเดียว โดยหนองน้ำแห้งนี้ มีการกล่าวถึงในทั้ง 2 ภาค (ไพรมหากาฬ เล่ม 1)

           วันก่อนออกเดินทางไชยยันต์ได้บอกกับรพินทร์ว่าน่าจะล่าสัตว์ต่างๆ ไปด้วยก่อนที่จะเริ่มต้นออกเดินทางแบบจริงจังกันที่หล่มช้าง

           เมื่อวันเริ่มต้นออกเดินมาถึง รพินทร์นำคณะเดินทางบ่ายหน้าไปยัง เขาโล้น ซึ่งเป็นภูเขาเตี้ยๆ หลายลูก เลียงผาชุมมาก มีลำธารไหลผ่านจากเทือกเขาสูงใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง ระยะทางราวๆ 20 กิโลเมตร จากหนองน้ำแห้ง  (ไพรมหากาฬ เล่ม 1 ตอนที่ ..)  โดยคณะเดินทางพักอยู่ที่เขาโล้นเป็นเวลา 3 คืน

           การเริ่มต้นเดินทางวันที่สี่โดยแบ่งเส้นทางการเดินทางเป็น 2 ฝ่าย คือ

  • บุญคำและเจ้าอิน แยกเดินทางกลับไปยังหนองน้ำแห้งเพื่อนำหนังไอ้กุดไปส่งให้นายอำพลฟอกหนังให้
  • และคณะส่วนใหญ่เดินทางต่อไปจุดหมายคือ โป่งกระทิง
           โป่งกระทิง ภูมิประเทศเป็น หุบ มีแอ่งน้ำหรืออย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘พุ’ แห่งหนึ่ง แอ่งนั้นจะมีตาน้ำซึมขังไว้สำหรับพวกสัตว์หรือพวกเดินป่าได้ใช้อาศัยดื่มกินอยู่ตลอดทั้งปี มีเนื้อที่กว้างประมาณ 1 ตารางไร่ ในหน้าแล้งอันเป็นฤดูกันดารน้ำ ส่วนที่ขังน้ำลึกที่สุดจะมีระดับแค่หัวเข่าเท่านั้น บรรยากาศบางส่วนจะไม่สามารถพักนอนได้เนื่องจากกลิ่นใบไม้ที่หล่นมาทับถมกันอยู่ตามพื้นดินบางส่วน ทำให้หายใจไม่สะดวกตะครั่นตะคร้อ บริเวณที่ตั้งแคมป์พักของรพินทร์ เป็นที่ราบสูงตอนหนึ่งในระหว่างส่วนลาดเชิงเขาสองลูกมาบรรจบกัน ไม่มีธารน้ำไหลผ่านมีโขดหินก้อนใหญ่ไต้ร่มเงาของต้นหลุมพอ อยู่ทางทิศเหนือของหนองน้ำแห้ง และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาโล้นระยะห่างจากเขาโล้น 12-15 ชั่วโมง ราวๆ 40 กิโลเมตร จากเขาโล้น  (ไพรมหากาฬ เล่ม 1)  ในคืนที่สองของการพักที่โป่งกระทิงนั้น คณะเดินทางก็ได้รับข่าวร้ายคือ ลูกหาบที่เดินทางกลับไปหนองน้ำแห้งกับบุญคำโดนโขลงไอ้แหว่งเหยียบเสียชีวิต เช้าวันรุ่งขึ้นคณะเดินทางก็เดินทางไปดูสถานที่เกิดเหตุที่  พุบอน ห่างจากโป่งกระทิงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 3 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ลักษณะเป็นช่องเขาติดต่อกับทุ่งหญ้าเล็กๆ มีลำธารไหลผ่าน  (ไพรมหากาฬ เล่ม 2)  เช้าวันที่ 6 ของการพักที่โป่งกระทิง รพินทร์ได้รับข่าวจากพรานกระเหรี่ยง 2 คน นำคณะแพทย์ฝรั่งและนายทหารฝรั่งมาสำรวจป่าแล้วโดนโขลงไอ้แหว่งบุกทำลายแค้มป์และนายจ้างฝรั่งเสียชีวิตหมด ซึ่งตั้งแคมป์อยู่ที่  ตะเคียนล้ม ห่างจากหมู่บ้านผาเยิงไปเล็กน้อย  จากนั้น โขลงไอ้แหว่งได้บุกเข้าไปทำลายหมู่บ้านผาเยิง โดยมีเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตจำนวน 8 คน ผาเยิง ห่างจากโป่งกระทิงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ราวๆ 6 ชั่วโมง  (ไพรมหากาฬ เล่ม 2)  โดยกระเหรี่ยงทั้งสองคนจะเดินทางต่อไปยัง  ทับกวาง ซึ่งเป็นสถานที่ที่คณะแพทย์และนายทหารฝรั่งเริ่มออกเดินทาง  คณะเดินทางพักอยู่ที่โป่งกระทิงทั้งสิ้น 7 คืนเต็มๆ

           เช้าวันที่ 11 ของการออกเดินทาง คณะได้ออกเดินทางมุ่งเหนือเพื่อจัดการกับโขลงไอ้แหว่งที่ “ป่าหวาย”  โดยระหว่างทางพบรอยไอ้แหว่งซึ่งล่วงหน้ามาก่อน 2 วัน รพินทร์กับบุญคำแยกไปสำรวจ นัดพบในตอนค่ำที่  โป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นถิ่นที่มีหมีชุมมาก เนื่องจากมีพีทุเรียนป่าและรังผึ้งมาก ลุงของจันก็มาตายเพราะหมีที่นี่ โป่งน้ำร้อนอยู่ทางเหนือของโป่งกระทิงราวๆ 7-8 ชม.และทางตะวันออกเฉียงใต้ของตะเคียนทองราว 5-6 ชม.  (ไพรมหากาฬ เล่ม 3)

           เช้าวันที่ 12 ของการเดินทาง รพินทร์นำคณะมาถึง  หุบชมด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ถัดมาจากโป่งน้ำร้อนและอยู่ก่อนถึงห้วยยายทอง  ราวๆ ตอนเที่ยงแล้วแยกคณะเดินทางออกเป็นสองฝ่าย โดย
- ขบวนเกวียนเดินทางต่อไปยังห้วยยายทอง ให้บุญคำเป็นคนคุมขบวนเกวียนไปรอที่ป่าหวายใช้เวลาถึงป่าหวายประมาณ 3 วัน
- รพินทร์ เชษฐา ไชยยันต์ ดาริน เกิด และ แงซาย แยกไปตามรอยโขลงไอ้แหว่ง
           โดยคณะตามล่าไอ้แหว่งออกเดินทางมุ่งตะวันออกไปราวๆ 3 ชม. จะพบกับ วังช้าง ดงเถาวัลย์ขนาดใหญ่ มีเถาเลื้อยคดเคียวไปมาประสานเกี่ยวกันราวกับโครงอะไรสักอย่างที่มนุษย์มาประดิษฐไว้ พื้นราบโล่งเตียนเป็นเวิ้งถ้ำ ไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นแซม เบื้องบนปกคลุมไปด้วยหลังคมใบเถาวัลย์ ตละตอนของพื้นที่เบื้องล่างนั้นมีลำเถาวัลย์ขึ้นเป็นระยะๆแบ่งอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ให้แลดูเหมือนตรอกซอกมุมและห้องหับต่างๆ จากห้องนี้ทะลุไปห้องโน้น หรือบางทีก็เป็นทางเดินยาวตลอดพาดสลับกันไปมาราวกับเขาวงกต อยู่ทางทิศตะวันออกของหุบชมด ระยะทางประมาณ 3 ชั่วโมง  (ไพรมหากาฬ เล่ม 3) หลังจากนั้นราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็พบกับดินโป่งที่โขลงไอ้แหว่งมาจับโขลงกินดินโป่งกันอยู่

           เช้าวันที่ 13 ของการเดินทาง คณะล่าไอ้แหว่งได้เดินทางติดตามโขลงไอ้แหว่งต่อไป โดยทิศทางเดินทางของโขลงไอ้แหว่งมีท่าทีว่าจะเดินตามหลังขบวนเกวียนที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อนโดยตกลงกันว่าจะไปรอที่ป่าหวาย คืนนี้รพินทร์พาคณะวกไปทางตะวันตกเพื่อหาที่พัก โดยรพินทร์บอกคณะว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ในเขตห้วยยายทองแล้ว  ห้วยยายทอง เป็นถิ่นที่มีเสือชุมมาก  (ไพรมหากาฬ เล่ม 3)

           เช้าวันที่ 14 ของการเดินทาง อุปสรรคสำคัญในการตามล่าไอ้แหว่งก็คือ เจ้ามหิงสาตัวหนึ่งคอยเดินตามระวังหลังให้กับไอ้แหว่ง คณะเดินทางตัดสินใจจัดการกับเจ้ามหิงสาเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง การตามรอยเจ้ามหิงสาก็เริ่มขึ้นโดยเจ้ามหิงสาได้พาวกเข้าไปในป่ารกแห่งหนึ่งใกล้ๆ ลำธารในเขตทุ่งช้าง ตกดึกคืนนี้น้ำป่าไหลบ่าลงมาทำให้คณะพลัดหลงกันกระจัดกระจาย
           ดารินและรพินทร์ตื่นขึ้นมาพบว่าตำแหน่งที่น้ำป่าพัดมาตกอยู่ห่างจากที่พักแรมก่อนน้ำป่าพัดมาประมาณ 30 กิโลเมตร แต่ถ้าตัดป่าในทางตรงก็จะห่างประมาณ 20 กิโลเมตร รพินทร์พาดารินเดินตัดทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งดารินได้ยินเสียงเหมือนมีคนตัดไม้อยู่ไม่ไกล
           เช้าวันที่ 16 ของการเดินทาง รพินทร์พาดารินเดินทางไปยังแค้มป์ที่พักแรมของชมรมคนตัดไม้ ส่วนคณะคนอื่นหลังจากที่รวมกันได้ที่จุดพักก่อนเกิดน้ำป่า ก็เริ่มเดินทางลงใต้มาเจอ  หมู่บ้านห้วยแม่เลิง (ย้ายมาจากผาเยิง) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของชมรมคนตัดไม้  (ไพรมหากาฬ เล่ม 3)  ห้วยแม่เลิงอยู่บนเขาตอนหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของขุนเขาที่รอบหุบหมาหอนไว้
           หุบหมาหอน เป็นดงดิบ แอ่งกระทะ สลับไปด้วยเนินและลุ่มน้อยใหญ่ อ เป็นแอ่งอยู่ตรงกลาง กว้างใหญ่มาก มีเนื้อที่หลายพันตารางกิโลเมตร ยู่ในวงล้อมของกำแพงรอบด้าน เช่น เขาดอยนาง, เขาอันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของห้วยแม่เลิง และเทือกสักดำ เป็นต้น
- เขาดอยนางจะอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของป่าหวาย
- ห้วยแม่เลิงอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขาลูกหนึ่งที่แวดล้อมหุบหมาหอนเช่นกัน
- ดอยสักดำอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของห้วยเสือร้องราวๆ 2 ชม.ครึ่ง
* หุบหมาหอนจะมีการกล่าวถึงในทั้งสองภาค โดยภาคแรกจะเดินทางวนไปทางด้านขวาของหุบหมาหอน และในภาคที่สองจะเดินทางวนไปทางด้านซ้ายของหุบหมาหอน

           วันที่ 17 ของการเดินทาง รพินทร์พาคณะติดตามไอ้แหว่งมุ่งหน้ายึดสันเขาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแงซายช่วยตอกทอยตัดผาสูงขึ้นไปทำให้สามารถย่นระยะทางไปได้ 30 กิโลเมตร เมื่อถึงยอดเขา จะพบกับบึงที่ไชยยันต์เรียกชื่อว่า สระขรณี เป็นบึงใหญ่ รพินทร์บอกคณะว่า บึงนี้เป็นต้นน้ำของน้ำตกที่น้ำป่าไหลหลากลงไป รพินทร์พาคณะตัดไปทางตะวันตก.... พักในถ้ำแห่งหนึ่งบนยอดเขาซึ่งห่างจากบึงน้ำไปประมาณ 1 กิโลเมตร และบอกคณะว่า  ป่าหวายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขาลูกนี้
           วันที่ 18 เดินทางเลาะริมเขาผ่านป่าพรุ ดงทาก ไปจนกระทั่งเจอ บึงใหญ่ อันเป็นที่อาศัยของเหล่าจระเข้จำนวนมาก

### -- จบตอนไพรมหากาฬ ภาค 1 -- ###

รวบรวมโดย  ~ เ จ้ า ถุ ง ~